ครูวีรชนชายแดนใต้
posted on 31 Jan 2008 16:50 by cupcakearmy in terrorismcupcake
‘รำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้’ คือชื่อเรียกขาน ‘งานวันครู’ ที่ผ่านมา แม้จะเป็นเพียงหนึ่งชั่ววัน
แต่ก็เป็นช่วงเวลาหนึ่งวันแห่งความสุขปลื้มปิติที่แทรก อยู่ระหว่าง 365 วันของรอบปีผ่าน
ซึ่งทุกคนล้วนต้องอยู่อย่างหวาดผวากับเหตุการณ์รุนแรง ในพื้นที่ไม่เว้นแต่ละวัน
งานวันครูที่จัดขึ้นวันนี้จึงมีความหมายมากเหลือเกินสำหรับ ครูแห่งแดนใต้ทุกคน
ผู้จัดซึ่งก็คือบรรดาคุณครูที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งแม้จะต่าง ศาสนิกกัน แต่ก็แสดงน้ำจิตน้ำใจ
จัดกิจกรรมนี้ขึ้นอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจ เดียวกัน จึงนับเป็นกิจกรรมที่มีความหมายพิเศษ
มุ่งหมายเพื่อจะเสริมกำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะกับครอบครัวของครูผู้ซี่ง
ได้สูญเสียบุคคลอัน เป็นที่รักไปจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เพื่อที่เขาเหล่านั้น
จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยพลังใจที่แข็งแกร่งดุจหินผาฉะนั้น
อันที่จริง ถ้าเราจะรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างสักนิด คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง
ที่ทุกคนจะทุ่มเทเพื่องานนี้ ภายใต้ศรัทธาที่ว่า แม้พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นผู้มีอาชีพถือชอล์ค
มีฐานะเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ แต่เยื่อใยที่ถักทอระหว่างครู ลูกศิษย์
และชาวบ้านซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในพื้นที่นี้ ไม่ว่าใครจะมีชาติพันธุ์ ภาษา
และนับถือศาสนาใด จากสภาวะความเป็นจริงทุกคนล้วนคือเผ่าพันธุ์มนุษย์
เป็นบ่าวของพระผู้เป็นเจ้าเหมือนกันหมด การจัดงาน “รำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้”
ในปีนี้ จึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจและ
ความทรงจำของผองครูทุกคน รวมทั้งลูกศิษย์และชาวบ้านไปอีกนานเท่านาน

ผู้สื่อข่าวอิศราได้ตระเวนแวะเยี่ยมเพื่อนครูหลายคนที่ได้ ร่วมงานวันครูในวันนั้น
หนึ่งในจำนวนนั้นคือนางธิดา วรรณลักษณ์ ผอ.รร.บ้านปอเนาะ อ.สุไหงปาดี
จ.นราธิวาส ซึ่งกล่าวว่า ตนรู้สึกตื้นตันใจมากๆ และรู้สึกดีใจว่าขณะนี้ เริ่มมีคนคิดถึงครู
มาบ้างแล้ว จากช่วงสามปีที่ผ่านมาที่พวกเราสูญเสียครูไปมากมาย ยอมรับว่าครูทุกคน
ทำงานเพื่อสร้างอนาคตให้ลูกหลาน ด้วยความเหนื่อยยากลำบาก นี่คือชีวิตครูในพื้นที่
3 จังหวัดนี้ งานรำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้ที่จัดขึ้นครั้งนี้ มีความรู้สึกเหมือนพวกเรา
ได้ช่วยกันเปิดม่านเพื่อให้สังคม ได้รู้เห็นถึงการทำงานที่เสียสละของครูในจังหวัดชาย แดนใต้บ้าง
“สิ่งที่ครูทุกคนได้ทำกันในตอนนี้ เริ่มที่จะมีคนเห็นคุณค่ามากขึ้น สิ่งที่ครูอยากให้
สื่อหรือให้ทุกคนได้เห็นในขณะนี้คือ ครูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน ไม่ได้
ทำหน้าที่แค่สอนหนังสืออย่างเดียว แต่เราทำหน้าที่เหมือน จนท.ทหาร
และตำรวจ ที่กำลังทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วย” เธอกล่าว
เมื่อพูดถึงความหวาดระแวงกันเองในหมู่ผู้ทำงานที่ต่าง ศาสนิกกัน ผอ.ธิดา
กล่าวว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้น่าจะเป็นสัญญาณส่งถึงวัน ข้างหน้าว่า ครูทุกคน
ที่แม้จะต่างความเชื่อศาสนาจะไปด้วยกันได้ดี จากที่เคยหวาดระแวงในช่วงสองปีที่ผ่านมา
ได้ลดลงแล้ว ทำให้ความสัมพันธ์และความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน ระหว่าง
ครูไทยพุทธ-มุสลิมดีขึ้นโดยลำดับ เรียกว่าตอนนี้เนื้อแท้แห่งความสมานฉันท์
กลมกลืนและเข้าใจกันกลับมีมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ อาจจะด้วยสถานการณ์บีบ
ให้เรารักกันมากขึ้นกว่าเก่า ก็เป็นได้ ส่วนทัศนะที่มีต่อชาวมุสลิมในพื้นที่นั้น
ผอ.ธิดากล่าวว่า “หลายๆ ท่านที่คุยกันในวันนี้ ทุกคนเห็นใจพี่น้องไทยมุสลิม
ที่ไม่รู้เรื่อง และไม่เข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเราเองก็เข้าใจว่า
กลุ่มที่ก่อเหตุเป็นแค่บางส่วนและบางคนเท่านั่นเอง”
ผอ.ธิดายังเล่าถึงสภาพอำเภอสุไหงปาดีในปัจจุบันให้ฟังว่า จัดเป็นพื้นที่สีแดง
เต็มพื้นที่แล้ว จึงมีความเสี่ยงและอันตรายสุดๆ มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
จนต้องมีเจ้าหน้าที่คอย คุ้มครองเส้นทางจากบ้านไปโรงเรียนโดยตลอด
สำหรับโรงเรียนบ้านปอเนาะของคุณครู ที่ผ่านมายังไม่มีครูคนใดถูกทำร้าย
แต่จากการตรวจค้นกลุ่มแนวร่วมในหมู่บ้าน จนท.ได้พบวัตถุระเบิด
หนักหลายปอนด์ใกล้ๆโรงเรียน ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังมีขวัญกำลังใจ
ดีอยู่ นักเรียนก็ยังคงมาเรียนหนังสือตามปกติ
ผอ.ธิดาเล่าถึงตัวเองว่า “พี่สอนที่โรงเรียนนี้มานับสิบๆปี ขับรถจากอำเภอเมือง
ไปอำเภอสุไหงปาดีทุกวัน ไปกลับวันละร้อยกว่าโล ระหว่างเดินทางธรรมดาย่อมต้องวิตกกังวลอยู่บ้าง
เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอถึงโรงเรียน ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้าน ได้แวะเยี่ยมนักเรียน
ที่ไม่สบาย ตรงนี้พลอยทำให้ใจเรามีความสุขและสบายใจ พอได้คลายความกลัวไปบ้าง”
ผอ.ธิดา ยังบอกอีกว่า ถึงแม้ครูไทยพุทธจะมีน้อยกว่าครูไทยมุสลิม แต่ครูทุกคนก็อยู่ด้วย
ความเข้าใจ กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ ความหวาดระแวงไม่มี แม้แต่กับชาวบ้านก็ไม่เคยระแวง
แต่สิ่งที่กลัวคือการเข้ามาแอบแฝงของคนต่างถิ่น ซึ่งถ้าหากเกิดเหตุขึ้นมา ก็อาจจะเกิด
ความหวาดระแวงในหมู่ชาวบ้านขึ้นได้ จะเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกต่อไป
“ใครต่อใครก็ว่าโรงเรียนปอเนาะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตราย เหลือเกิน แต่พี่คิดว่าชาวบ้าน
ในหมู่บ้านเขาเข้าใจความรู้สึกของพี่ พี่เองก็เข้าใจความรู้สึกของเขา นี่คือส่วนหนึ่ง
ที่ทำให้พี่ยังคงทำหน้าที่สอนหนังสือเด็กๆ ต่อไป” ผอ.ธิดาระบายความรู้สึกใบหน้ายิ้มแย้ม

ขณะที่ครูหนุ่มจากโรงเรียนบ้านตาเนาะปูเต๊ะ อ.บังนันสตา จ.ยะลา นายมะเพาสี มะเกะ วัย 36 ปี
ซึ่งใครต่อใครเรียกว่า ‘ครูมะ’ ซึ่งมาร่วมในงาน ‘รำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้’
ในวันนี้ด้วยบอกว่า ตัวเองมีกำลังใจขึ้นมากที่ได้มาเจอะเจอและพูดคุยกับ เพื่อนครูจากต่างโรงเรียน
มากมายด้วยความรักความเข้าใจ สำหรับตนอาชีพครูเป็นอาชีพที่ตนใฝ่ฝันอยากจะเป็นมา ตั้งแต่เด็กๆ
จากความใฝ่ฝันสู่ความเป็นจริงก่อนที่จะมีวันนี้ ครูมะบอกกับตัวเอง เพื่อนๆ และกับผู้สื่อข่าวว่า
ยังไงๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตนจะไม่ท้อหรือถอดใจอย่างแน่นอน
“เส้นทางที่ผมผ่านไปมาโรงเรียนทุกวันถือว่าเสี่ยงนะ แต่ผมก็ไม่ได้มานั่งคิดอะไรมากมาย
เพราะคิดว่าเมื่อเราคิดอยากเป็นครู ก็ต้องใจสู้เต็มร้อย จะยอมแพ้ในสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้
ไม่ได้ ที่สำคัญผมมีความสุขกับการได้สอนหนังสือให้กับเด็กๆ จึงอยากเป็นกำลังใจให้
เพื่อนๆ ครูทุกคน อย่าเพิ่งยอมแพ้นะครับ ขอให้ท่านทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด”
คุณครูมะเพาซีบอกอีกว่า เวลานี้สภาพจิตใจของนักเรียนดีขึ้นโดยลำดับ เด็ก
มีความเข้มแข็งเต็มร้อย และตั้งใจเรียนกันทุกคน อาจเป็นเพราะด้วยความไร้เดียงสา
ของเจ้าเด็กน้อย จึงดูเฉยๆ ในสิ่งที่เกิดขึ้น ทางโรงเรียนเองก็พยายามเสริมกิจกรรม
ด้านกีฬาเป็น ส่วนมาก เพื่อให้เด็กนักเรียนพอได้คลายวิตกกังวล ไม่เช่นนั้น
เด็กอาจจะเครียดเกินไป
“แม้ผมจะหมดศรัทธาวิธีแก้ปัญหาของรัฐ แต่ผมยังศรัทธาในวิชาชีพของครู
ผมตระหนักอยู่เสมอว่า ขึ้นชื่อว่าเป็นครูแล้วย่อมต้องมีน้ำอดน้ำทน
เรามีหน้าที่ให้ความรู้ลูกศิษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” ครูมะกล่าวเสียงหนักแน่น

ครูอาวุโสอีกท่านหนึ่งคือคุณครูแดง หรือนางประภา จันทร์หอม สอนอยู่ที่โรงเรียน
ซอลีฮียะห์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ครูแดงพูดถึงงาน ‘รำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้’ วันนี้ว่า นับเป็นเรื่องที่ดีมาก
ที่ครูทุกคนได้มีโอกาสมาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
ครูแดงเล่าว่าตนรับราชการเป็นครูมา 30 ปีแล้ว ที่โรงเรียนมีบุคลากรทั้งหมด 33 คน
เป็นครูไทยพุทธ 5 คน นอกนั้นเป็นครูมุสลิมทั้งชายและหญิง ครูแดงบอกว่าถึงกระนั้น
ครูทุกคนก็อยู่อย่างพี่อย่างน้อง มีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เรื่องที่ว่าจะหวาดระแวงต่อกันนั้นไม่มี
“สถานการณ์ในพื้นที่ตอนนี้รู้สึกว่าจะดีวันดีคืน ขณะที่ครูคงเป็นเป้าของกลุ่มก่อความไม่สงบ
แต่ถึงยังงั้นก็เถอะพี่ก็ยังคิดว่า เป้าจริงๆ ของพวกนั้นน่าจะเป็น จนท.ทหารมากกว่า” ครูบอก
“บางครั้งพี่ก็รู้สึกท้อแท้และเหนื่อยใจบ้างเหมือนกัน แต่คิดอยู่ตลอดเวลาว่า การศึกษามีความสำคัญ
และจำเป็นต่อเด็กชายแดนใต ้อย่างมาก ซึ่งเราควรจะช่วยเหลือ เพราะว่าถ้าเราทิ้งเด็กพวกนี้ไปกลางคัน
คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่ใคร เป็นเด็กลูกศิษย์ตาดำๆ ของเรานั่นเอง
พี่จึงไม่คิดจะย้ายไปไหน ตั้งใจจะพัฒนาเยาวชนและท้องถิ่นบ้านเกิดของเราให้ดีที่สุด”
ครูแดงเอ่ยความในใจด้วยแววตามุ่งมั่น
ผู้สื่อข่าวอิศราได้พูดคุยกับนายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จว.ชายแดนภาคใต้
ซึ่งกล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน บุคลากรครูได้รับผลกระทบอย่างมาก
ครูที่ถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิตมีเกือบร้อยคน ยังไม่รวมอีกหลายชีวิตที่ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ
ตรงนี้หากเมื่อมองย้อนกลับ จากผลการกระทำความดี ที่ครูให้การศึกษากับเยาวชนกับเด็กๆ
เมื่อดูผลที่สะท้อนที่ได้รับกลับคืนมา ปรากฏว่าครูถูกลอบทำร้ายวันแล้ววันเล่า
“งาน ‘รำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้’ เป็นการชื่นชม และถือเป็นการรำลึกถึงความเสียสละ
ของเพื่อนครูที่ เสียชีวิตและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ รวมทั้งเป็นการ
สร้างขวัญกำลังใจให้กับครูอีกหลายหมื่นคน ที่อยู่ในพื้นที่นี้ด้วย เราจะต้องยืนหยัดทำหน้าที่ของตนเอง
ต่อไป ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งบ่ยั่นบ่ยอมแพ้ต่อกลุ่มผู้ไม่หวังดี” ประธานสมาพันธ์ครู 3 จชต. กล่าว
“ผมคาดหวังต้องการให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ยังคงได้รับความรู้
อย่างเต็มที่จากครู ชายแดนใต้ แม้ชีวิตจะอยู่บนความเสี่ยงก็ตาม จะอย่างไรทุกคนก็ยังคงมี
ความหวังว่าแผ่นดินด้ามขวาน นี้จะต้องสงบสุข ร่มเย็น อยู่อย่างมีความปลอดภัยในอนาคตอันใกล้นี้” เขากล่าว
ท่ามกลางสภาพการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ มีผู้ที่เสียสละและอุทิศชีวิต
ทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ครูเพื่อสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดี โดยไม่แบ่งแยกศาสนา
ทั้งที่รู้ว่าพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาความ ไม่สงบ ด้วยอุดมการณ์แห่งความเสียสละ
ความรับผิดชอบต่อสังคม จิตวิญญาณของความเป็นครูที่เปี่ยมด้วยความรักและ
ความปรารถนาดีต่อเยาวชนไทยนั้น วันนี้ครูชายแดนใต้ยังคงทุ่มเทโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อย
ยาก และไม่หวั่นถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ขอเพียงให้ศิษย์ได้มีความเจริญก้าวหน้า
ตามเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังไว้
ไฟใต้ยังไม่มีท่าทีว่าจะดับมอด แต่ชีวิตครูผู้เสียสละอีกหลายชีวิตในชายแดนใต้
แม้จะต้องเหนื่อยยากลำบากแค่ไหน หน้าที่และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูได้หล่อหลอม
ให้ครูชายแดนใต้ยังคงทำหน้าที่ของตนเองต่อไป ด้วยอุดมคติหรืออุดมการณ์ที่ไม่สิ้นสุด
สุดแท้แต่จะเรียก ดั่งบทกวีที่กล่าวถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผองครูที่ว่าไว้ว่า
“อันหน้าที่ของครูผู้สูงส่ง ทุกวาดหวังยังคงเสมอเหมือน
ภาระงานเหนื่อยหนักทุกปีเดือน ไม่มีวันลบเลือนพอคลี่คลาย
เป็นดั่งเช่นวันนี้กี่ปีแล้ว ดั่งเทียนแก้วส่องศิษย์สู่จุดหมาย
แม้ในความหวาดหวั่นอันตราย แต่ครูไม่เคยพ่ายต่องานครู”
ที่มา : วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2008 09:34น. แวลีเมาะ ปูซู
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย